วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

18 ข้อที่ควรใส่ใจ


1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง
ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้
  2. ผลไม้กับมื้ออาหาร
ก่อนทานอาหารควรจะเรียกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย
3. อย่าปล่อยให้หิว
ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน
  4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้
  5. นาฬิกาชีวภาพ
หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวนเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ
  6. ความเครียดทำลายผิว
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง
  7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก
   8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่
  9. เท้าและข้อเท้าบวม
ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
  10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย
  11. ดื่มน้ำเร็ว...อันตราย
ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้
  12. แดดอ่อนตอนเช้า
แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก
  13. เบาหวานอย่าทานไข่
ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น
  14. อยากผอมต้องน้ำเย็น

การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม
  15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน
  16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น
  17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ 
  18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ฝาง



ฝาง (ฝางเสน, ฝางส้ม, ง้าย, หนามโค้ว, ขวาง, โซบั้ก) หรือ Sappan Tree มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Caesalpinia sappan Linn. จัดเป็นพืชในวงศ์ Leguminosae ส่วนที่ใช้เป็นยาคือ เนื้อไม้และแก่น
แก่นฝาง (Sappan wood) มีสารสีชมพูส้มถึงแดง (ขึ้นกับปริมาณ) ชื่อ Brazilin แก่น ฝางมีรสขื่นขม ฝาด ใช้ต้มน้ำกินเป็นยาบำรุงโลหิตสตรี แก้ปอดพิการ ขับหนอง ขับเสมหะ ทำโลหิตให้เย็น แก้โรคหืด แพทย์ชนบทใช้ต้มน้ำกินแก้อาการท้องร่วง ธาตุพิการ ร้อนใน แก้โลหิตออกทางทวารหนักและทวารเบา
เนื้อไม้ใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แก้ไข้ รักษาโรคทั่วไป

นอกจากนี้ส่วนเปลือก ลำต้นและเนื้อไม้สามารถใช้ต้มรับประทานรักษาวัณโรค ท้องเสียและอาการอักเสบในลำไส้ เป็นยาฝาดสมานและรักษาแผล
จากข้อมูลรายงานการทดลองต่างๆ ที่มีอยู่ไม่พบข้อมูลการยับยั้งเชือ้ MRSA ของฝาง ทราบแต่เพียงว่าสาร Brazilin ในแก่นฝางที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น เมื่อผ่านการต้ม สาร Brazilin จะเปลี่ยนเป็นสาร Brazilein ซึ่งมีสีแดงซึ่งสมัยก่อนใช้ในการย้อมผ้า แต่งสีขนมและทำน้ำยาอุทัย
คุณสมบัติทางยาของเนื้อไม้และเปลือกไม้ฝางเกิดจากกลุ่มของสาร phenol ที่มีชื่อเรียกว่า homoisoflavonoids ลำต้นและใบมีสาร alkaloid และ phytosterol อยู่ในปริมาณมาก
ปัจจุบันมีรายงานการทดลองของสารทั้ง Brazilin และ Brazilein ดังนี้
- แก้อักเสบ: สาร Brazilin ที่สกัดได้จากแก่นฝางมีฤทธิ์ระงับการอักเสบได้ดี การที่ฝางเสนมีสารระงับการอักเสบนี้อยู่จึงทำให้มีผลระงับอาการหอบหืดได้ด้วย
- ระงับเชื้อโรค: การนำพืชที่มีสาร Brazilin (รวมทั้งฝางเสน) มาแช่ในแอลกอฮอล์จะทำให้ได้น้ำยาสกัดแอลกอฮอล์ที่มีสาร Brazilin ละลายอยู่ น้ำยานี้สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดไข้สูง โรคท้องร่วงระบาด เชื้อStaphylococcus ได้ นอกจากนี้ในแก่นฝางยังพบว่ามีสารอีกชนิดหนึ่งที่ระงับเชื้อโรคได้เช่นกันคือสาร Sappanin
- แก้ท้องเสีย: แก่นและเปลือกฝางเสนมีสาร Tannin อยู่มากโดยเฉพาะส่วนเปลือกฝางจึงใช้ต้มกินแก้ท้องเสียหรือบิดอย่างอ่อนได้
- ป้องกันหืด: สาร Brazilein สามารถยับยั้งไม่ให้ร่างกายสร้างสารHistamine ได้ จึงน่าจะช่วยป้องกันโรคหืดได้
ฤทธิ์ ทางเภสัชวิทยาของฝางนอกจากต้านเชื้อแบคทีเรียแ
ล้ว ยังสามารถต้านเชื้อรา ไวรัส ยีสต์ ลดการอักเสบ ยับยั้งเนื้องอก กระตุ้นภูมิคุ้มกันและยั้บยั้งการแพ้ได้ด้วย

ฝางเป็นยาเย็น ทำน้ำฝางดื่มในหน้าร้อน ดีกว่าดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำชาเขียวอีก น้ำฝางทำไม่ยากเลย แค่นำเอาเนื้อไม้ฝางที่ตากจนแห้งแล้วมาต้มกับน้ำ เติมน้ำตาลนิดหน่อย ใส่ใบเตยเล็กน้อย แค่นี้ก็จะได้น้ำฝางสีแดงสวยงามมากด้วยคุณค่า

ที่มา : www.phurhu.com


วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อาหารเมื่อความดันโลหิตสูง

เมื่อความดันโลหิตสูง ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิต ดังนี้
1. ลดน้ำหนักตัวลงมา บางครั้งเพียงจำกัดอาหาร ควบคุทให้น้ำหนักลดลงเท่านั้น ความดันที่สูงก็กลับลงเป็นปกติได้

2. งดดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ทำให้ความดันขึ้นสูงและทำให้อ้วนในเวลาเดียวกัน

3. ออกกำลังกายแบบแอโรบิกสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน และในแต่ละครั้งต้องนาน 30 นาทีขึ้นไป จะเลือกเดินเร็ว วิ่ง เต้นแอโรบิก ว่ายน้ำ การออกกำลังกายจะทำให้คลายเครียด ทำให้ความดันลดลง และยังเพิ่ม HDL ซึ่งช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งจะเกิดหลังความดันสูง

4. ลดการกินเค็ม งดของหมักดอง เพราะโซเดียมเวลาเข้าสู่ร่างกาย จะอุ้มน้ำเอาไว้เสมอ เมื่อมีโซเดียมในร่างกายมาก จะทำให้เกิดน้ำคั่งในร่างกาย เมื่อร่างกายมีน้ำมากความดันก็จะเพิ่มสูงขี้น นอกจากเกลือแล้วโซเดียมยังมีที่มาจากผงชูรส งดการกินใส้กรอก และอาหารที่ใช้ผงฟู

5. ลดไขมันในเลือดเสียด้วย เพราะหากความดันสูงนานๆเส้นเลือดจะแข็งตัวและทำให้แรงกระแทกของเลือดต่อผนังหลอดเลือดที่ไม่ยืดหยุน รุนแรง และเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง ถ้า
ไขมันในเลือดไม่สูงและต้องการป้องกันตัวเองจากความดันโลหิตสูง ให้งดกินไขมันอิ่มตัว ได้แก่ นมวัว โยเกิต ครีมเทียม กะทิ และอาหารมันๆ เช่น ก้วยจับ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ฯลฯ
6. งดสูบบุหรี่ อนุมูลอิสระจากบุหรี่สร้างความเสียหายให้กับหลอดเลือด

7. คลายเครียดด้วยงานอดิเรก ความเครียดและอาการนอนไม่หลับจะทำให้ความดันสูงได้ การนวดคลายเครียด ก็เป็นวิธีที่ดี การที่กล้ามเนื้อทั่วร่างกายผ่อนคลายลงทั้งตัว จะทำให้ความดันลดลงได้แทบจะทันทีหลังการนวด

8. หัดทำสมาธิ เพราะสมาธิจะทำให้ใจสงบ มีรายงานว่าสมาธิทำให้ความันลดลงขณะทำสมาธิ ถ้าไม่เก่งเรื่องสมาธิอาจใช้วิธีออกกำลังกายแบบตะวันออกที่ประสานการเคลื่อนไหวของร่างกายเข้ากับลมหายใจในขณะที่ออกกำลังกายทำให้ใจสงบไปพร้อมๆกัน เช่น ชี่กง ไทเก็ก โยคะ ฤาษีดัดตน

9. ใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดความดัน ขับปัสสาวะ และสงบประสาท จะทำให้ความดันลดลงได้ ดังนี้
สมุนไพรลดความดันโลหิต
- ใบหม่อน ใช้ชาใบหม่อนชงน้ำดื่มแทนน้ำ
- ใบบัวบก ใช้ทั้งต้นสดๆ 1 กำมือ คั้นน้ำดื่มวันละ 1 - 2 ครั้ง
- กาฝากมะม่วง ใช้ทั้งกิ่งและใบสด 1 กำมือ ต้มน้ำดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น
สมุนไพรขับปัสสาวะ
- ตะไคร้ ใช้รากและต้น 1 กำมือ ต้นน้ำดื่มบ่อยๆ
- กระเจี๊ยบแดง ต้มน้ำดื่มเป็นชา
- เตยหอม ใช้ทั้งต้นและราก 1 ต้น ต้มดื่มแทนน้ำ
สมุนไพรสงบประสาท
- ดอกไม้จีน ใช้ 15 กรัม ต้มกับน้ำดื่มวันละ 1 หรือ 2 ครั้งก็ได้
- ขี้เหล็ก ใช้ใบเพสลาด มาดองเหล้าโรง 15% 7 วันแล้วกินก่อน
นอนครั้งละ 1 ช้อน
- เมล็ดชุมเห็ดไทย ใช้เมล็ด 1 กำมือ มาคั่ว แล้วต้มน้ำดื่มก่อนนอน



ผัดดอกไม้จีน

เครื่องปรุง ดอกไม้จีนแห้ง 15 กรัม หรือแบบสด 100 กรัม กุ้งแชบ๊วบ 4-5 ตัว น้ำซุปไก่หรือผัก 1 ถ้วยตวง กระเทียมบุบ 2-3 กลีบ น้ำมันพืช
วิธีทำ ใส่น้ำมันลงในกะทะนิดหน่อย ผักกระเทียมก่อน เอาดอกไม้จีนลงผัด เติมน้ำซุป ผัดต่อจนดอกไม้จีนนิ่ม จึงใส่กุ้งพอกุ้งสุกก็ใข้ได้
หมายเหตุ ดอกไม้จีนแห้งปริมาณ 15 กรัม เมื่อนำมาต้มเล็กน้อยหรือกินทั้งหมด จะช่วยสงบประสาท ช่วยทำให้นอนหลับดีขึ้น แนะนำให้กินเมนูนี้เป็นอาหารเย็น จะทำให้พักผ่อนได้ดีกว่าและจะช่วยทำให้ความดันลดลงได้
ข้างผัดพริก
เครื่องปรุง ข้าวกล้อง 1 ทัพพี อกไก่เนื้อล้วน 70 กรัม เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 1 ช้อนโต๊ะ พริกบางช้างแหเง 1 เมล็ด กระเทียม 2-3 กลีบ น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันถั่วเหลือง ซีอิ้ว
วิธีทำ ใส่น้ำมันในกระทะนิดหน่อย ใส่กระเทียมผัดพอเหลือง ใส่ไก่ผัดจนสุกปรุงด้วยซีอิ้ว ใส่พริกแห้ง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ลงผัดจนสุก ใส่น้ำมันหอย
หมายเหตุ ข้าวกล้อง และ
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ มีแม็กนีเซียมเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือดและหัวใจ ส่วนพริกมีแคบไซวิน ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดสะอาด เป็นการป้องกันหลอดเืลือดอุดตันในตัว

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ย่านาง........กำลังฮิต

ย่านางนับว่าเป็นผักที่มีประโยชน์อีกชนิดหนึ่ง มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ใช้ในการประกอบอาหารพื้นบ้านไทยหลายๆ ตำรับ ในใบย่านางมีวิตามินเอและซีสูง นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารอาหารสำคัญอื่นๆ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ไฟเบอร์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไทอะมีน ไรโบฟลาวิน และไนอะซีน สำหรับสรรพคุณในทางยา ย่านางถือเป็นยาเย็น มีความโดดเด่นด้านการดับพิษและลดไข้ โดยรากใช้แก้ไข้ทุกชนิด เช่น ไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้หัด สุกใส ไข้กาฬ ขับกระทุ้งพิษไข้ ถอนพิษผิดสำแดง และแก้เบื่อเมา ส่วนใบและเถา จะใช้แก้ไข้ ลดความร้อน และแก้พิษตานซาง รากย่านางเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของตำรับยาเบญจโลกวิเชียร หรือยา5 ราก หรือแก้วห้าดวง ซึ่งเป็นตำรับยาแก้ไข้ที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้ในบัญชียาจากสมุนไพรที่ มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ร่วมกับรากชิงชี่ รากท้าวยายหม่อม รากคนทา และรากมะเดื่อชุมพร

เมื่อศึกษาถึงองค์ประกอบทางเคมี ในรากย่านางส่วนใหญ่เป็นอัลคาลอยด์ในกลุ่ม isoquinoline ในใบประกอบด้วยสารโพลีแซคคาไรด์ สารโพลีฟีนอล แคลเซียมออกซาเลท และอัลคาลอยด์กลุ่ม isoquinoline สำหรับการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของย่านาง ยังมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ยังไม่พบรายงานการวิจัยในคน โดยพบว่าย่านางมีฤทธิ์ลดไข้ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรีย Plasmodium falciparum แก้ปวด ลดความดันโลหิต ต้านเชื้อจุลชีพ ต้านการแพ้ ลดการหดเกร็งของลำไส้ ต้านการเจิญของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase และมีฤทธิ์อย่างอ่อนๆ ในการต้านอนุมูลอิสระ

การศึกษาด้านความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดน้ำจากทั้งต้นและสารสกัด 50% เอทานอลจากใบไม่เป็นพิษต่อหนูแรท แต่การป้อนรากย่านางในขนาดสูง มีความเป็นพิษทำให้สัตว์ทดลองตาย

จะเห็นว่าย่านางเป็นสมุนไพรในครัวเรือนอีกชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ ปัจจุบันมีการแนะนำการใช้น้ำคั้นจากใบย่านางดื่มเพื่อปรับสมดุลของร่างกาย โดยนักวิชาการสาธารณสุขด้านการแพทย์ทางเลือก รวมทั้งมีการรวบรวมประสบการณ์การใช้น้ำคั้นจากใบย่านางในการรักษาโรค เรื้อรังต่างๆ มาเผยแพร่ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของย่านางยังมีไม่มากนัก ยังไม่พบรายงานการศึกษาทางคลินิก รวมทั้งข้อมูลด้านความเป็นพิษในคน ดังนั้นการใช้ย่านางรักษาโรคอื่นๆ นอกเหนือจากแก้ไข้ซึ่งมีประวัติการใช้มาเนิ่นนานแล้ว จึงควรระมัดระวังและมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการใช้ในการรักษาโรค เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้

เรียบเรียงโดยสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

(http://medplant.mahidol.ac.th)

ขั้นตอนการทำ น้ำใบย่านาง
ล้างทำความสะอาด : นำใบย่านาง.....มาล้างทำความสะอาด เอาสิ่งสกปรกออกเบื้องต้น

คัดเลือก : แล้วนำมาเด็ด เลือกใบสวยๆที่มีคุณภาพ ออกมาจากเถาของย่านาง (ย่านางเป็นไม้เลื้อยนะครับ)

ล้างครั้งที่ 2 : เสร็จแล้วนำเอามาล้างน้ำอย่างสะอาดอีกครั้งครับ

ต้องสะอาดจริง : จากนั้นก็เอามาแช่น้ำอีกครั้ง เพื่อความแน่ใจว่าสะอาดหมดจด

เตรียมน้ำ : ต้มน้ำอุ่น ประมาณ 70 องศา (ไม่ควรเกินกว่านี้ เพราะจะกลายเป็นใบย่านางต้ม)
ที่มีขั้นตอนนี้เพราะจะได้ฆ่าเชื้อโรคและพยาธิ ที่ติดมากับใบย่านาง

จากนั้นเอาใบย่านางไปมาลวก แป๊บเดียวนะครับ เดี๋ยวเสียคุณค่าของคลอโรฟิลล์

คั่นละทีนี้ : จากนั้นเอามาใส่ในน้ำดื่มสะอาด เตรียมคั้นด้วยมือ คั้นแหลก !!!!!!
ขยี้ๆๆๆๆๆๆจนได้น้ำเขียวๆข้นๆ

กรองกาก : จากนั้นนำไปกรองกรองๆๆๆๆๆๆๆ จะได้น้ำเขียว ใส ปิ๊งๆๆๆๆๆ พร้อมดื่ม

กรอกใส่ภาชนะ : ใส่ขวดสวยๆสะอาดๆ........เสร็จสิ้นขั้นตอน

ได้แล้วครับ น้ำใบย่านาง ที่แสนจะหอมสดชื่น ดื่มแล้วเย็น

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

แกงเลียง อาหารฤดูฝน พร่ำๆ


แกงเลียง

เครื่องปรุง

1. ฟักทองเนื้อดี หั่นชิ้นพอคำ จำนวน 10-12 ชิ้น

2. บวบเหลี่ยม (หักชิมดูเสียก่อนว่าไม่ขม) ประมาณ 1 ลูก ขนาดพอดี ปอกเปลือกออก แต่ไม่ควรปอกจนเกลี้ยงเกลาให้เหลือเปลือกไว้บ้าง เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหาร หั่นเป็นชิ้นขนาดพอคำ ประมาณ 12-15 ชิ้น

3. ข้าวโพดอ่อนหั่นแฉลบ 4 ฝัก

4. กระชาย 2 หัว ทุบเบา ๆ แล้วหั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 1 นิ้ว

5. ตำลึงยอดงาม ๆ สัก 10 ยอด เด็ดเอาแต่ใบอ่อน ๆ

6. แมงลัก 3-4 กิ่ง เด็ดเอาแต่ใบหรือยอดดอกอ่อน ๆ

7. กุ้งแม่น้ำ หรือกุ้งชีแฮ้ 6-7 ตัว ปอกเปลือก เอาเส้นดำออก

8. น้ำซุป (จากการต้มซี่โครงหมูหรือโครงไก่) 4 ถ้วยตวง

9. น้ำปลาดี 2 ช้อนโต๊ะ

10. หากชอบเผ็ดเพิ่มพริกขี้หนูสดอีก 5-6 เม็ด บุบพอแตก

เครื่องปรุงพริกแกง

1. พริกชี้ฟ้าแดงผ่าเอาเมล็ดออก 2 เม็ด

2. กระชาย 4 หัว

3. หอมแดงหัวขนาดกลาง 5 หัว

4. พริกไทยขาว 12 เม็ด

5. กะปิเผาไฟพอสุก 2 ขีดครึ่ง

6. กุ้งแห้ง 2 ขีดครึ่ง

วิธีทำ
นำเครื่องปรุงพริกแกงเหล่านี้โขลกให้ละเอียด ถ้าชอบให้น้ำแกงข้นอีกนิดก็ใช้เนื้อปลา จะย่างหรือต้มให้สุกก่อนก็ได้ แล้วนำมาโขลกรวมกันกับพริกแกง นำน้ำซุปตั้งไฟพอเดือด ใส่เครื่องแกงลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา ชิมให้ได้รสเค็มและเผ็ดนิด ๆ พอน้ำแกงเดือดอีกที ใส่ผักชนิดสุกยากลงก่อน เช่น ฟักทอง ข้าวโพด ตามด้วยกุ้ง รอจนแน่ใจว่าผักสุกดีแล้ว ใส่ใบตำลึง และใบแมงลักเป็นรายการสุดท้าย คนให้เข้ากัน ตักเสิร์ฟในขณะร้อน ๆ อร่อยนักแล ผักอาจเปลี่ยนแปลงตามชอบใจเช่นใช้น้ำเต้า ชะอม บวบหอม บวบงู แตงอ่อน ฯลฯ