|
คนโบราณจะหาตามป่าตามเขาที่ขึ้นตามธรรมชาติ เพื่อนำมาเป็นอาหารบำรุงและบำบัดโรค เพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มกันโรค เป็นยาอายุวัฒนะ ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยทำให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เกิดความสมดุลย์ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะระบบทั้ง 3 ของร่างกาย ได้แก่
| ||||||||||||
| * ระบบางเดินอาหาร โรคกระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ ทางเดินอาหารอักเสบ ทางเดินอาหารอักเสบเรื้อรัง อาหารเป็นพิษ สารพิษตกค้าง ร่างกายมีกรด เบื่ออาหาร ท้องผูก ริดสีดวงทวาร * ระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไข้หวัด หอบหืด ภูมิแพ้ อาการไอ ริดสีดวงจมูก * ระบบไหลเวียนของโลหิต โรคที่เกิดจากการมีคอลเลสเตอรอลในเลือดสูง เส้นเลือดอุดตัน หลอดเลือดแข็งตัว ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และรอบเดือนไม่ปกติของสตรี โรคอื่น ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคตับอักเสบ โรคไตอักเสบ การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โรคประสาท โรคปวดหัวข้างเดียว (ไมเกรน) นอนไม่หลับ โรคเครียด ลมบ้าหมู สิว ฝี ผิวแตกมีน้ำเหลืองเป็นแผลภายใน ภายนอก โรคเกาท์ อัมพฤกษ์ อัมพาตและภาวะที่มีบุตรยาก | ||||||||||||
| การรับประทานหลินจือ
สำหรับผู้ที่รับประทานเห็ดหลินจือใหม่ ๆ นั้น อาจจะรู้สึกมึนศรีษะ ปวดเมื่อย ปวดตามข้อ ง่วงนอน ผิวหนังเกิดอาการคัน อาเจียร อาการคล้ายท้องเสีย ท้องผูก มีปัสสาวะบ่อย หรือจะมีผลลักษณะอาการของโรคนั้น ๆ ถือเป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับ อันเป็นเรื่อง ปกติของการบำบัด ด้วยยาสมุนไพรแผนโบราณ เนื่องจากเมื่อตัวยาได้เริ่มเข้าไปบำบัดนั้น จะเข้าไปชะล้างสิ่งที่เป็นพิษ
ในร่างกายให้สลายหรือเคลื่อนย้ายขับสารพิษ ออกจากร่างกาย จึงทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาณ ว่าร่างกายกำลังฟื้นตัว ไม่ใช่ผลข้างเคียง ดังเช่น สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เมื่อรับประทานหลินจือแล้วอาจจะมีการ ขับถ่ายน้ำตาล ออกมามากผิดปกติ ส่วนผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์อาจเกิดอาการเจ็บปวดมากขึ้น โรคไต หรือผู้ป่วยที่ต้อง ล้างไต จะปวดเมื่อยตามข้อ เท้าจะบวม ร่างกายอ่อนเพลีย ซึ่งอาการเช่นนี้จะเกิดขึ้นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 2-3 วัน หรือประมาณ 1 อาทิตย์ ก็จะกลับสู่สภาพปกติ แล้วแต่สภาพร่างกาย อันแตกต่างกัน ของแต่ละคน ไม่ต้องตกใจ ให้รับประทานหลินจือต่อไป อย่าหยุด หากมีผลทางอาการมาก ให้ลด จำนวนแคปซูลลง เมื่อมีอาการปกติ ให้รับประทานตามคำแนะนำต่อไป สำหรับผู้ป่วยที่กำลัง รับประทานยารักษาที่แพทย์สั่ง ก็สามารถรับประทานหลินจือควบคู่ไปได้
| ||||||||||||
วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556
เห็ดหลินจือ
เห็ดหอม
ชื่อสามัญ :Shiitake Mushroom
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lentinus edodes (Berk.) Sing.
ชื่ออื่น : ญี่ปุ่นเรียกว่า ไชอิตาเกะ เกาหลีเรียกว่า โบโกะ จีนเรียกว่าเฮียโกะ
ภูฏาน เรียก ชิชิ-ชามุ อังกฤษเรียกว่า Black Mushroom หรือ เห็ดดำ
ถิ่นกำเนิด: ประเทศจีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และไต้หวัน
ลักษณะทางพฤกษศาตร์: หมวกเห็ดหอมมีรูปทรงกลม ผิวมีขนรวมกันเป็น เกล็ดหยาบๆ สีขาวกระจายอยู่ทั่วไป ผิวหมวกด้านบนสีน้ำตาล น้ำตาลปนแดงหรือ น้ำตาลเข้ม ครีบดอกเป็นแผ่นบางสีขาว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ก้านดอกมีสีขาวหรือน้ำตาลอ่อน หากปล่อยไว้ให้ถูกอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม โคนก้านดอกสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีขาว เห็ดหอมเนื้อนุ่ม มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงได้ชื่อว่า เห็ดหอม
ฤดูกาล : ตลอดปีแต่จะให้ผลผลิตดีในช่วบงฤดูหนาว
แหล่งปลูก : ภาคเหนือแถบจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ภาคอีสานแถบจังหวัดเลยและสกลนคร
สรรพคุณของเห็ดหอม
คนจีนใช้เห็ดหอมเป็นอายุวัฒนะรักษาหวัดทำให้เลือดลมดี แก้โรคหัวใจ ป้องกันการเติบโตของเนื้อร้าย ต้านพิษงู ป้องกันโรคเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคมะเร็ง โรคร้ายจากเชื้อไวรัส เห็ดหอมมีกรดอะมิโนชื่อ eritadenine ช่วยให้ไตย่อยโคเลสเตอรอลได้ดี มีสารเลนติแนน (Lentinan) ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเซลล์เนื้องอก
ประโยชน์ของเห็ดหอม
บำรุงสมอง เพิ่มความสดชื่น คึกคัก ลดคอเลสเตอรอล ช่วยในระบบย่อยอาหาร ป้องกันหลอดเลือดแดงแข็งตัว ต้านมะเร็ง รักษาหอบหืด ลดความเครียด ต้านไวรัส บำรุงระบบประสาท ช่วยให้หลับง่าย บำรุงปอด บำรุงหลอดลม ชะลอความชรา ฯลฯ ควรบำรุงสุขภาพด้วยการนำเห็ดหอมมาปรุงอาหารทุก ๆ สัปดาห์เป็นประจำ โดยนำมาปรุงเป็นอาหารจานผัด ๆ ต้ม ๆ แต่ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากจนเกินไป
คุณค่าทางอาหารของเห็ดหอม
- เห็ดหอมสด 100 กรัม ให้พลังงาน 387 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย
คาร์โบไฮเดรต 67.5 กรัม โปรตีน 17.5 กรัม ไขมัน 8.0 กรัม เส้นใย 8.0 กรัม วิตามินบี1 1.8 มิลลิกรัม วิตามินบี2 4.9 มิลลิกรัม ไนอะซิน 4.9 มิลลิกรัม แคลเซียม 98 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 476 มิลลิกรัม เหล็ก 8.5 มิลลิกรัม
- เห็ดหอมแห้ง 100 กรัม ให้พลังงาน 375 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย
คาร์โบไฮเดรต 82.3 กรัม โปรตีน 10.3 กรัม ไขมัน 1.9 กรัม เส้นใย 6.5 กรัม วิตามินบี1 0.4 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.9 มิลลิกรัม ไนอะซิน 11.9 มิลลิกรัม แคลเซียม 12 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 171 มิลลิกรัม เหล็ก 4.0 มิลลิกรัม
เมนู เห็ดหอมทอดซีอิ๊ว
1. ก่อนอื่นก็ต้องนำเห็ดหอมแห้งไปแช่น้ำให้นุ่มนิ่มก่อนนะคะ ซาวกับน้ำให้สะอาด แล้วแช่น้ำไว้ประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง แช่ให้นิ่มจนหลายเป็นเห็ดสด ถ้าไม่นิ่มเวลาทอดเนื้อจะแข็ง
2. ตั้งกระทะไฟปานกลาง ใส่น้ำมันไปประมาณ ๑ ถ้วยตวง พอน้ำมันร้อนได้ที่ก็ใส่เห็ดที่พักไว้ลงไปทอดให้มีสีสวย
3. ทอดกลับด้านไปมา พอเห็ดเริ่มเหลืองก็ใช้ตะหลิวหรือกระชอน ช้อนเห็ดขึ้นมาพักในจานที่วางกระดาษซับน้ำมัน รีดน้ำมันออก
4. ควรรองกระดาษซับน้ำมันหลายชั้นหน่อยนะคะ จะได้ช่วยซับน้ำมันให้เคลือบผิวเห็ดน้อยที่สุด
5. เทน้ำมันที่ทอดออกไปก่อน เหลือน้ำมันติดก้นกระทะประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะ
ใส่น้ำเปล่าประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย ๑ ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว ๒ ช้อนโต๊ะ [หรือซีอิ๊วเห็ดหอม ๒ ช้อนโต๊ะ]
พริกไทยป่นนิดหน่อย
พอส่วนผสมทั้งหมดละลาย ชิมรส ชอบหวาน-เค็มก็จัดไป หากไม่กลัวความเค็มก็จัดหนักซีอิ๊วทั้งสองชนิดลงไปได้อีก ผัดด้วยไฟไม้ต้องแรง ถ้าไฟแรงมากกระทะจะไหม้ซ๊ะก่อน เพราะในส่วนผสมจะมีน้ำตาลอยู่จะทำให้กระทะไหม้นะคะ
6. นำเห็ดหอมทอดที่พักไว้ลงไปคลุกน้ำซีอิ๊ว คลุกแบบเร็ว ๆ คลุกจนกว่าน้ำซีอิ๊วจะแห้งและซึมเข้าไปในเนื้อเห็ดจนหมด คลุกจนน้ำซีอิ๊วซึมหายไปในเนื้อเห็ดแล้วดับไฟเตานะคะจัดเสริฟพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ หรือรับประทานกับข้าวต้มก็แจ่ม
ที่มา : เมนูอาหาร http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=jazzy-bong&month=08-2012&date=15&group=26&gblog=45
วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556
วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556
อาหารเฮลธ์ตี้
"ลิ้นจี่" ผลไม้แห่งห้วงรัก
คนจีนเชื่อว่าลิ้นจี่เป็นผลไม้ความหมายดี เป็นผลไม้แห่งความรัก มีวิตามินบี 1 ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ป้องกันไขมันอุตตันหลอดเลือด มีแคลเซียมช่วยให้กระดูกแข็งแรง และมีไนอะซินที่ช่วยระบบย่อยอาหาร กินลิ้นจี่ 3 ลูกเท่ากับได้วิตามินซีที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน ลิ้นจี่มีเส้นใยสูง ให้พลังงานต่ำ เนื้อลิ้นจี่กินแก้ไอ คัดจมูก ลดกรดในกระเพาะ เมืองจีนใช้เปลือกลิ้นจี่ทำเป็นชาช่วยแก้หวัดและแก้ท้องเสียอ่อนๆได้
เบบี้ร็อคเก็ต
ผักสลัดกินง่าย มีวิตามินบี5 วิตามินซี เหล็ก แคลเซียม แคลอรี่ต่ำมาก 100 กรัมให้พลังงานแค่ 28 แคลอรี่เท่านั้นเอง ราดน้ำสลัดบัลซามิกซักนิดก็อร่อยเลยเห็ดชิเมจิขาว
เป็นที่นิยมมากในญี่ปุ่น มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ประกอบไปด้วยโปแตสเซียม โปรตีน เหล็ก ไทอามีน ริโปเฟลวินไนอาซิน
แมกนีเซียม และวิตามินดี 2 เห็ดชิเมจิยังมีผลดีต่อผิวพรรณอีกด้วย
เห็ดชิเมจิมี ยังคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมสำหรับการปรุงอาหารได้ทุกชนิด
อร่อย มีเนื้อแน่น มีกลิ่นหอมพิเศษ คนจีนและ คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าถ้า
ทานเห็ดให้ได้ 3 ชนิดในหนึ่งมื้อ จะช่วยให้อายุยืนไม่มีโรคภัย
ถั่วลันเตางอก(Snow Pea Sprout)
หน้าตาคล้ายถั่วงอก เคี้ยวกรุปกรับ ต้มในน้ำเดือด 5 นาที ใส่ในจาน
สลัดได้เลย มีอะกลูนีทีน โปรตีน ไขมัน แคโรทีน และวิตามินบี 2
เหมาะกับคนเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นตะคริว
เหน็บชา ปัสสาวะขัด ช่วยเพิ่มน้ำนม
น้ำมะเขือเทศ
เคล็ดลับหน้าใสอยู่ตรงนี้เอง แนะนำให้คั้นสดๆ วันละ 1-2 ลูก เพราะ
จะได้วิตามินเอ บี ซี เค ไลโคปีน และสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ไปเต็มๆ
นอกจากนี้ยังบำรุงสายตา ว่าไปแล้วกินทั้งลูกยิ่งดี
คูส คูส(CousCous)
หน้าตาคล้ายข้าวฟ่าง เป็นอาหารของคนโมร็อคโค แอลจีเรีย ตูนิเซีย
และลิเบีย เสิร์ฟพร้อมสตูว์เนื้อหรือผัก คนฝรั่งเศสชอบมาก ความ
จริงเป็นพาสต้าชนิดหนึ่งทำจากแป้งสาลีดูลัม วีท ทานได้ทั้งร้อนและ
เย็น ทานแล้วไม่ต้องกลัวอ้วน เพราะ 98%แฟต ฟรี มีไฟเบอร์สูง
ต้มแค่ 5 นาทีก็สุกแล้ว
ที่มา : นิตยสารCLEO
วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556
เก๋ากี๊
เก๋ากี้ (GOJI BERRY) หรือ Lycium Barbarum เป็น ผลไม้ชนิดหนึ่งตระกูลเบอร์รีสีแดงมีลักษณะเป็นเมล็ดเล็กๆ ที่นิยมรับประทานในหมู่ชาวจีน ผลที่สุกแล้วจะมีสีแดงเหมือนเลือด จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า "ฮ่วยกี้" เป็นยาบำรุงชั้นดี มีฤทธิ์ปานกลาง
เก๋ากี้ สมุนไพรเม็ดแดงๆที่เมื่อบิออกดูด้านในแล้ว จะพบกับเม็ดเล็กๆสีขาวๆ อยู่ภายในเม็ดเก๋ากี้ แต่ก็สามารถรับประทานได้ทั้งเม็ดโดยไม่ส่งผลเสียใดๆต่อสุขภาพ ภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวถึงเก๋ากี้ไว้ว่า "เก๋ากี้โลกอยู่ที่เมืองจีน เก๋ากี้จีนต้องที่หนิงเซี่ย" อธิบายความให้เข้าใจง่ายๆ ว่าเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยเป็นแหล่งกำเนิดและแหล่งผลิตเก๋ากี้ที่สำคัญของจีนและของโลก
โดย
เฉพาะตำบลจงหนิงที่เมื่อถึงฤดูเก็บเม็ดเก๋ากี้แล้ว
จะเห็นสวนเก๋ากี้ที่เต็มไปด้วยต้นเก๋ากี้สูงท่วมหัวเรียงรายเป็นทิวแถว
ขนาดของเก๋ากี้ที่จงหนิงใหญ่และมีความสดมาก
เปลือกบางแต่เนื้อแน่นรสหวานชุ่มคอ มีลักษณะแบนแต่ก็ไม่กลมยาวรีแต่ไม่ลีบ
ไม่จับตัวเป็นก้อน จึงสามารถเก็บไว้ได้นาน
ในปีค.ศ. 1995 ทางรัฐบาลประกาศให้ตำบลจงหนิงเป็น "บ้านเกิดเก๋ากี้จีน"
ดังนั้นเก๋ากี้ที่ผลิตจากพื้นที่แถบนี้ล้วนเป็นเก๋ากี้ที่ได้รับการการันตี
เรื่องคุณภาพ ในบริเวณอื่นๆ ของประเทศก็มีการปลูกเช่นกันอย่างมณฑลเหอเป่ย์
มณฑลซานตง มณฑลเจียงซู มณฑลเจ้อเจียง ฯลฯ
แร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ สังกะสี, เหล็ก, ทองแดง,แคลเซียม,เจอมันเนียม, เซเรเนียม และฟอสฟอรัส มีโปรตีนมากกว่าโฮลวีต มีวิตามิน ซี เอ และบี 2 อย่างไรก็ตาม จะสังเกตเห็นว่าการทานเก๋ากี้ในบ้านเรายังมีวิธีการใช้ที่ยังไม่ค่อยถูกต้อง ส่วนใหญ่จะใส่เก๋ากี้ พร้อมกับเครื่องปรุงลงไปในอาหารที่กำลังเดือด และร้อนจัดตุ๋นจนเปื่อย ซึ่งวิธีนี้อาจทำให้สารสำคัญที่ได้รับขาดหายไป และรสชาติของอาหารที่ได้จะออกรสเปรี้ยวมากกว่า
สรรพคุณโดยรวมของเม็ดเก๋ากี้คือ
1.
ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายจะสมบูรณ์ขึ้น
เพราะมีสารต่างซึ่งทำหน้าที่เหมือนโมเลกุลหลักในร่างกาย
ที่เมื่อเกิดการทำงานร่วมกันแล้วจะทำหน้าที่เป็นตัวควบคุม
และนำพาคำสั่งต่างๆ
ที่เซลล์ของร่างกายใช้ในการติดต่อสื่อสารถึงกันได้ครอบคลุมทุกระบบ
ทำให้ระบบต่างๆในร่างกายทำงานสัมพันธ์กันได้ดี
ซึ่งจะช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้อาการอ่อนเพลีย เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค
ช่วยให้หัวใจแข็งแรง ช่วยสร้างเม็ดเลือดที่แข็งแรงเพิ่มขึ้น
เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ช่วยระบบเจริญพันธุ์ ลดอาการอักเสบของโรคไขข้ออักเสบ
เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ และกระดูก ช่วยให้เหงือกแข็งแรง
ปรับปรุงระบบการย่อย ลดความเครียด อาการปวดศีรษะ แก้อาการวิงเวียนศีรษะ
ช่วยในการนอนหลับ ช่วยในเรื่องความจำ ทำให้รู้สึกสดชื่น
บรรเทาอาการนอนไม่หลับ ปรับปรุงคุณภาพของการนอน ช่วยให้การออกกำลังกายได้นานขึ้น ช่วยขจัดความเมื่อยล้าและความเฉื่อยชา
2. ใช้รักษาอาการทางด้านสายตา จากงานวิจัยพบว่าเมล็ดเก๋ากี้ยังมีสารจำพวก zeaxanthin และlutein อยู่สูงมากซึ่งสารดังกล่าวเป็นสารจำพวก carotenoid ที่
ช่วยป้องกัน ช่วยปรับสภาพแสง
และกรองแสงสีน้ำเงินที่เข้าสู่ตาที่มีอันตรายต่อตา
ป้องกันการเสื่อมของเลนลูกนัยน์ตาและจอภาพเรตินาจากอนุมูลอิสระได้
ช่วยรักษาโรคตาบอดกลางคืน ช่วยบำรุงสายตาทำให้การมองเห็นเป็นปกติ
นอกจากนี้ผลเก๋ากี้ยังมีมีเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งเบต้าแคโรทีนเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ และจะถูกเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอจากเอนไซม์ที่ตับ ซึ่งวิตามินเอมีประโยชน์ในการช่วยบำรุงสายตา และแก้โรคตามัวตอนกลางคืน (Night Blindness)
หากร่างกายขาดวิตามินเอจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่แสงสว่าง
น้อย เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล
ในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามินเออย่างรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้
3. เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ในผลเก๋ากี้มีสาร Polysaccharides ที่ช่วยกระตุ้นให้เซลเม็ดเลือดขาว (T & B lymphocyte) ปรับปรุงเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ทำงานได้ดีขึ้น สร้างความแข็งแรงของเม็ดเลือด ป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้ เก๋ากี้มีสารพวกฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ช่วยป้องกันเม็ดเลือดแดงไม่ให้อนุมูลอิสระมาทำลาย และช่วยกระตุ้นไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดได้
4. เก๋ากี้ มีวิตามิน B1, B2, C และ
สารพวกฟลาวานอยด์ในปริมาณที่สูง
ช่วยต้านอนุมูลอิสระโดยไปกระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ใน
ร่างกายให้ทำงานต้านอนุมูลอิสระได้ดียิ่งขึ้น
ซึ่งการกำจัดอนุมูลอิสรจะช่วยปกป้องผนังเซลล์ในร่างกาย
ช่วยดูแลเรื่องผิวพรรณชะลอความชรา
กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต โดยต่อมใต้สมอง (human growth hormone)
5.ช่วยต่อต้านมะเร็งและสามารถหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ลดความเสี่ยงต่อภาวะมะเร็ง อนุมูลอิสระในผลเก๋ากี้มีผลช่วยทำลายป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง ทั้งยังพบว่าเบต้าแคโรทีนสามารถช่วยกระตุ้นเซลล์ภูมิต้านทานในร่างกายให้ทำงานต้านสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น ซึ่งให้ผลดีกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยของจีนที่บ่งชี้ว่า ผลเก๋ากี้ช่วยต่อต้านมะเร็งและยังสามารถหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยในปี 2537 มี
ผลการศึกษาที่ได้รับการบันทึกลงในวารสารจีนเกี่ยวกับเนื้องอกว่า
ผู้ป่วยโรคมะเร็ง มีการตอบสนองในการรักษาโรคมะเร็งดีขึ้นเมื่อมีการนำผลเก๋ากี้มาเป็นส่วนหนึ่งในการรักษา และยังช่วยอาการข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีคีโมและฉายรังสีด้วย
6.ลด
ระดับน้ำตาลในเลือดผู้เป็นเบาหวาน ลดโคเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต
ยับยั้งการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด ช่วยให้หัวใจแข็งแรง
เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น เพราะในเก๋ากี้มีสารพวกไซเพอโรน
(cyperone) ซึ่งมีผลดีต่อหัวใจและความดันเลือด นอกจากไซเพอโรนยังมีสารแอนโทโซยานิน (anthocyanins) ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง มีเบต้า-ไซโตสเตอรอล (beta-sitosterol) ซึ่ง
สามารถช่วยรักษาระดับโคเลสเตอรอลที่ดีต่อร่างกาย ให้อยู่ในปริมาณสูง
มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยป้องกันไม่ให้โคเลสเตอรอลถูกเติมออกซิเจนและ
เกิดเป็นคราบอุดตันในเส้นเลือด นอกจากนี้ยังมีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
ที่ช่วยทำให้หลอดเลือดขยายตัว ช่วยยับยั้งปฏิกิริยาการเกิดโคเลสเตอรอล
และไตรกลีเซอไรด์ที่ทำให้เกิดเป็นโรคหัวใจเนื่องจากเส้นเลือดตีบ
7. เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและกระดูก ช่วยให้เหงือกแข็งแรง
8.ช่วยบรรเทาโรคเกี่ยวกับไทรอยด์
9.ส่งเสริมให้การทำงานของตับเพราะมีซีรีโบรไซด์(cerebroside) ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของตับให้เป็นปกติ
10. ส่งเสริมให้การทำงานของไตให้เป็นปรกติ
11. ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ในกระเพาะอาหารทำงานได้เป็นปกติ ทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยและการดูดซึมสารอาหารดีขึ้น
12. มีบีเทนที่ช่วยให้เกิดการสร้างสารโคลีน (choline) ซึ่ง
เป็นสารประกอบที่ช่วยเสริมความจำให้ดีขึ้น
ช่วยให้ร่างกายปรับตัวเพื่อควบคุมความกังวลและความเครียดให้ลดลงอยู่ในสภาวะ
ปกติ ด้วยเหตุนี้เก๋ากี้จึงมีชื่อเรียกอย่างว่า แฮปปี้เบอร์รี่ (happy berry) ทำให้มีอารมณ์ที่สดชื่นแจ่มใส
13. ช่วยระบบเจริญพันธุ์ ช่วยเพิ่มฮอร์โมนเทสโตสเตอโรน (Testosterone) ในเลือดทำให้มีความต้องการทางเพศมากขึ้นทั้งในผู้ชายและผู้หญิง
วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










